HIGHLIGHTS

  • ประเทศไทยอยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนามากว่า 30 ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราหลุดจากสถานะเดิมได้ คือการนำระบบดิจิทัลมาปฏิรูปการทำงานของราชการทั้งระบบ
  • ชวนดูโมเดลจากประเทศเล็กๆ แต่ทรงอำนาจอย่างเอสโตเนีย และประเทศผ่านสงครามอย่างเกาหลีใต้ ที่ใช้นโยบายดิจิทัลปฏิรูปประเทศจนพัฒนาอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ธนาคารโลกจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยวัดจากรายได้ของประชากรและความพร้อมในด้านต่างๆ บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความหวังเพราะประเทศไทยมีฉายา ‘เสือตัวที่ 5’ ไว้เป็นเครื่องการันตีว่ากำลังจะผงาดทัดเทียมประเทศอื่นในไม่ช้า… ผ่านมา 30 กว่าปี เมืองไทยยังคงสถานะประเทศกำลังพัฒนาเหมือนเดิม แม้โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างพัฒนาดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

ก่อนหน้าที่วิกฤตการณ์โควิด-19 จะมาเยือน หลายประเทศพยายามปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสอดรับกับวิถีชีวิตในยุคใหม่ที่กำลังมาถึง ต้องยอมรับว่าศตวรรษที่ 21 คือยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ คนรุ่นก่อนที่เคยปฏิเสธความทันสมัยและกลัวเทคโนโลยีกลับใช้อุปกรณ์สื่อสารได้คล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น เยาวชนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 2000 มีสำนึกที่เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ปักหมุดเอาไว้ว่าตัวเองเป็นพลเมืองโลกที่ต่อไปนี้จะไม่มีอะไรมาขวางกั้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิทยาการอีกต่อไปแล้ว

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีหลายประเทศที่รุดหน้าขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการใ่ช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดราวกับมีปาฏิหาริย์

Aerial view of Tallinn Old Town and Baltic Sea at sunset. Summer evening in Estonia.

มหัศจรรยแห่งเอสโตเนีย กับ 20 ปีของความมุ่งมั่นในการสร้างชีวิตทุกคนให้ดีขึ้น

เวลามีคนพูดว่าทุกอย่างจะเจริญขึ้นในอีก 20 ปี หากถ้าทำเช่นนั้นหรือเช่นนี้ วาทกรรมนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการเคลมโดยไร้เหตุผล เพราะตัวเลข 20 ปีมีความหมายกว่าที่คิด เพราะ 20 ปีนั้นหมายถึงพลเมืองอีกหนึ่งเจเนเรชั่นที่จะโตมาพร้อมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐเริ่มสร้างไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เป็นเรื่องปกติที่การเปลี่ยนแปลงต้องใช้ระยะไม่น้อย เพราะบางครั้งความเปลี่ยนแปลงไปกระทบกับวิถีชีวิตเดิม หรืออุปนิสัยของมนุษย์ที่ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน จนบางครั้งเกิดข้อถกเถียง และการประท้วงขึ้นในหลายประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า หากสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเป็นขั้นตอน ก็จะลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้

‘เอสโตเนีย’ เป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในทวีปยุโรปเหนือ อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และเพิ่งได้รับเอกราชมาเมื่อปี 1991 หรือ 30 ปีที่แล้ว (ยุคเดียวกับที่เมืองไทยเริ่มเป็นประเทศกำลังพัฒนา) ในปีนั้น รายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ 3,435 เหรียญสหรัฐ ซึ่งไปในปัจจุบันทะยานไปถึง 23,723 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7 เท่าในช่วง 30 ปีนี้ ขณะที่ประเทศไทยทำได้ 4.5 เท่า  ในตอนนั้นรัฐบาลเอสโตเนียตระหนักดีกว่าประเทศตั้งใหม่ของพวกเขาเสียเปรียบในทุกด้าน ทั้งสภาพสังคมที่เพิ่งจะแพ้สงครามเย็นที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน แถมทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่ได้มีมากมายเหมือนประเทศรัสเซีย 5 ปีหลังจากแยกประเทศ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดเช่นนี้ พวกเขาจึงตั้งธงดำเนินนโยบายเรื่องดิจิทัลซึ่งถือว่าล้ำหน้ากว่าประเทศอื่น โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนโลกจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ทุกโรงเรียนในประเทศเอสโตเนียจึงมีอินเตอร์เน็ตใช้ และมีการลงทุนสร้างโครงข่ายออนไลน์ทั้งประเทศ

บาดแผลแห่งความพ่ายแพ้และความยากลำบากคือประสบการณ์ชิ้นสำคัญ ตอนนี้ประเทศเอสโตเนียไม่ได้มีปืนหรือยุทโธปกรณ์เป็นอาวุธ อาวุธของพวกเขาคือเทคโนโลยี แต่การจะพลิกโฉมประเทศสู่การเป็นประเทศดิจิทัลได้ มีเพียงเทคโนโลยีย่อมไม่เพียงพอ เอสโตเนียตระหนักดีว่า พวกเขาต้องฝึกฝนให้พลเมืองใช้เทคโนโลยีเป็นอย่างเท่าเทียมและเท่าทันกันและกัน โปรเจกต์ที่ริเริ่มพร้อมกันจึงคือการสอนการใช้คอมพิวเตอร์ฟรีให้กับผู้ใหญ่ และบรรจุลงในหลักสูตรการศึกษาให้เด็กเริ่มเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 7 ขวบ ทั้งหมดนี้เพื่อ ‘ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล’ ซึ่งในปี ค.ศ. 2016 ประชาชนร้อยละ 91.4 สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างถ้วนหน้า 

ทั้งหมดที่เล่าไปเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเพื่อวางรากฐานแห่งการพัฒนาเท่านั้น เพราะจุดเปลี่ยนที่แท้จริงเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2007 ระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศเอสโตเนียถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดี ทำให้ระบบการสื่อสารล่มเกือบทั้งประเทศ พวกเขาใช้จุดอ่อนนี้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองมีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ที่ชาวเอสโตเนียเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก่อนใคร

รัฐบาลเอสโตเนียพัฒนาโครงการ X-Road ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานรัฐกว่า 1,000 ระบบเข้าด้วยกัน ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ประชาชนทุกคนมีหน้าที่เติมข้อมูลส่วนตัวลงไปในระบบเพื่อย้ายที่เก็บจากกระดาษและแฟ้มจำนวนมหาศาล ให้ลอยอยู่ในอากาศแบบที่จะเข้าไปดูอีกทีเมื่อไหร่ก็ได้ ในระบบนี้ พวกเขาสามารถจ่ายภาษี เปิดบัญชีธนาคาร ขอทุนการศึกษา แจ้งเกิด ซื้อรถ หรือแม้กระทั่งเลือกตั้งได้ผ่านเครื่องมือสื่อสารโดยไม่ต้องเสียเวลาเคลื่อนย้ายตัวเองไปตามที่ต่างๆ อีกต่อไปแล้ว

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประเทศเอสโตเนียสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นจากงานบริการของรัฐ ลดเวลาในการดำเนินการต่างๆ และทำให้พลเมืองในประเทศตัวเองประหยัดค่าเดินทางไปดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วย พวกเขามีค่าเฉลี่ยการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เป็นอันดับ 3 จาก 193 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคยุโรป รวมทั้งเป็นประเทศที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สูงสุดในภูมิภาค เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสูง โดยประชาชนในเอสโตเนียได้รับความสะดวกสบายจากการบริการของภาครัฐในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการครอบคลุม

รู้ไหมว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญสุดที่พาให้ประเทศเอสโตเนียมาถึงตรงนี้ได้?

คำตอบก็คือ ‘ความโปร่งใสและความเชื่อใจในรัฐบาลของตัวเอง’

เมื่อประวัติส่วนตัวของทุกคนอยู่ในอินเตอร์เน็ต รัฐต้องหามาตรการมาการันตีว่าจะมีระบบความปลอดภัยที่ดีพอเพื่อไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกมา ประชาชนต้องไว้วางใจผู้นำของตัวเองมากๆ ว่าจะไม่มีผลประโยชน์ใดแอบซ่อนไว้ข้างหลัง ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างของภาครัฐได้ แม้กระทั่งคำตัดสินของศาล หรือสำนวนคดีของตำรวจ ทุกคนก็มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องได้ และหากมีความพยายามในการล็อกอินเข้าไปดูข้อมูลรายบุคคล ระบบก็จะทำการเตือนคนนั้นทันที เว้นแต่ว่าได้รับการอนุญาต เช่น เภสัชกรเข้าไปดูประวัติการแพ้ยา หรือหมอเข้าไปดูประวัติการรักษาที่ผ่านมา 

ที่เอสโตเนียยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ประชาชนรวมตัวกันยื่นต่อรัฐสภาผ่านการโหวตทางออนไลน์ ไม่ต้องเสียงบประมาณลงประชามติในคูหา ไม่ต้องต้องเสียเวลาถ่ายสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นชื่อเพื่อใช้เป็นหลักฐานอีกต่อไป มีแค่บางประเทศที่ใช้ความล่าช้านี้เป็นช่องว่างในการคอรัปชั่นถึงไม่อยากเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ถึงตรงนี้บางคนอาจคิดว่า ไทยไม่สามารถเทียบกับเอสโตเนียได้ เพราะมีประชากรที่มากกว่า และมีบริบททางการเมืองที่ต่างกัน ถ้าอย่างนั้นลองมาดูอีกหนึ่งประเทศในทวีปเดียวกัน ที่เจริญเติบโตได้เพราะหลุดพ้นห่วงโซ่แห่งอำนาจนิยมมาแล้ว

40 ปีของการรอคอย สู่ระบบ E-Government ที่ 2 ของโลก!

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีถูกฉีกออกเป็น 2 ท่อนในเกมสงครามตัวแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ประชาชนชาวเกาหลีใต้ต้องต่อสู่กับรัฐบาลทหารเผด็จการมายาวนานกว่า 40 ปี เปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปถึง 6 ฉบับ ถึงจะเข้าสู่บรรยากาศประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากวันนี้เรามองไปยังประเทศเกาหลีใต้ ก็จะเป็นพบว่าพวกเขาขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และส่งออกผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไปทั่วโลกได้สำเร็จ รู้ไหมว่าเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปลี่ยนการบริหารงานแบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล จนทำให้ค่าเฉลี่ยการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นที่หนึ่งในเอเชีย สูงกว่าประเทศเอสโตเนีย เป็นรองแค่ประเทศสวีเดนเท่านั้น

แม้การตื่นตัวทางด้านคอมพิวเตอร์ของประเทศเกาหลีใต้จะเริ่มมีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ แต่ปัญหาที่แก้ไม่ตกในตอนนั้นคือความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจแบบ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ นายทุนเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทหาร ส่วนนักการเมืองก็ต่อยอดความรวยของตัวเองแบบไม่แบ่งใครเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากหลักประชาธิปไตยเพราะเชื่อว่าประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และได้ส่วนแบ่งที่เท่าเทียมกันผ่านระบบรัฐสวัสดิการ

หลังสิ้นสุดระบอบทหาร รัฐบาลเกาหลีใต้สร้างโร้ดแมปในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารประเทศออกอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการนำข้อมูลของแต่ละกระทรวงเข้าระบบดิจิทัล ตามด้วยการพัฒนาอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ต่อด้วยเชื่อมโยงข้อมูลทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน และสร้างความโปร่งใสในการทำงานเพื่อให้ประชาชนทุกคนไว้วางใจในระบบที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเดินทางมายาวนานกว่า 50 ปี แรงผลักดันหลักอาจมีส่วนคล้ายประเทศเอสโตเนีย คือเป็นประเทศแพ้สงครามที่โดนช่วงชิงทรัพยากรไปจนแทบไม่เหลืออะไรไว้ให้ โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เกาหลีใต้กลับมาเข้มแข็งพอที่จะใช้ต่อรองกับประเทศมหาอำนาจอื่นได้ 

เมื่อมีความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการออกแบบนโยบาย รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินระบบ E-Government ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 โดยเริ่มสร้างโฮมเพจหน่วยงานรัฐเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลมากขึ้น และมีโร้ดแมปออกมาอย่างชัดเจนในปี ค.ศ. 2003

ปัจจุบันเกาหลีใต้มีโปรเจ็คท์ KONEPS ที่เอาไว้อำนวยความสะดวกประชาชน โดยรวมบริการที่สำคัญของรัฐไว้ในที่เดียว มีข้อมูลทางการไว้ให้พลเมืองได้ศึกษาและเข้าใจตรงกันเพื่อไม่ให้สับสน รวมทั้งยังมีช่องให้ประชาชนได้เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายและนโยบายของรัฐเพื่อปรับให้เข้ากับบริบทในปัจจุบัน การเชื่อมต่อยังรวมไปถึงหน่วยงานย่อยของรัฐซึ่งองค์กรท้องถิ่นสามารถส่งเรื่องร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานอื่นอันซับซ้อนที่จะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

การที่รัฐเป็นผู้เริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยี ส่งผลให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเห็นตัวอย่างของระบบที่ลดขั้นตอนนี้ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้เอง และมั่นใจได้เลยว่ารัฐจะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพราะอยู่ในเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ทุกอย่างอยู่ในโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่

เมืองไทย ทำไม่ได้ หรือ ยังไม่ได้ทำ

ยังมีความเข้าใจผิดอีกมากสำหรับการนำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานในการทำงาน บางคนมองว่าแค่มีเว็บไซต์ ใช้อีเมลคุยงาน หรือประชุมกันทางออนไลน์ก็ดูทันสมัยกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาคที่ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อภาพรวมของประเทศ

เหตุการณ์สถานการณ์โควิดก็ได้แสดงให้เราเห็นว่าเครื่องมือดิจิทัลสามารถนำมาใช้จัดการข้อมูลและแก้ปัญหาต่างๆได้ เพียงแต่ระบบนั้นจะต้องเชื่อมต่อและเข้าถึงได้ง่าย เพื่อความสะดวกต่อการใช้งานและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และต้องไม่ลืมว่าอินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น นโยบายที่พร้อมจะแก้ปัญหาให้กับประชาชนทั้งประเทศต่างหากคือหัวใจหลักในการพัฒนาระบบไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ความสำเร็จในต่างประเทศเป็นเพียงตัวอย่างเอาไว้ดูเพื่อปรับใช้แต่ไม่สามารถนำกระบวนการทั้งหมดมาได้ 100% เพราะแต่ละประเทศมีบริบทที่ต่างกัน ที่สำคัญคือมีความต้องการของประชาชนที่ต่างกันด้วย

มีวาทกรรมของความหวาดกลัวที่ว่า เมื่อมีระบบดิจิทัลเข้ามาแทนที่ จะทำให้คนจำนวนมากตกงาน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ถ้าคิดในอีกมุมหนึ่ง การมีระบบดิจิทัลเข้ามาก็จะทำให้การทำงานที่ซ้ำซากจำเจหรืองานเอกสารง่ายขึ้น นั่นหมายความว่าผู้คนมีโอกาสในการทำงานอื่นที่สนุกและสร้างสรรค์มากขึ้น และจริงๆ แล้วการตกงานเพราะระบบดิจิทัลก็เป็นประเด็นที่รัฐต้องออกนโยบายมารองรับไม่ให้ใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นต่างหาก และหากพิจารณาให้ดีๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงก็คงไม่ได้เกิดขึ้นในพรุ่งนี้หรือปีหน้า หากให้เวลาสัก 10 ปีสำหรับประเทศไทย ถึงอย่างไรเราก็จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานบางอย่าง ให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

คุ้มค่าทางนโยบาย โปร่งใส และมีส่วนร่วม

ในภาพมหภาค หากนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงานของภาครัฐ ประเทศไทยจะประหยัดงบประมาณในเรื่องการจัดการได้เป็นจำนวนมาก และสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในส่วนอื่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น พัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถเข้าถึงได้ถ้วนหน้า และพัฒนาความรู้เรื่องการเท่าทันสื่อให้กับทุกคน หรืออุดหนุนสวัสดิการเด็กเล็กเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการก่อนวัยเรียน เตรียมพร้อมพลเมืองของประเทศตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งในงานวิจัยหลายชิ้นมีข้อสรุปตรงกันว่าคุ้มค่าในด้านนโยบายที่สุด

และไม่ใช่แค่ประหยัดงบ การปฏิรูประบบการทำงานของราชการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น หมายความว่าประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้มากขึ้น ลองจินตนาการดูสิว่า หากเว็บไซต์ของทุกหน่วยงานภาครัฐเข้าถึงง่าย มีข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างให้เราเข้าไปดูได้ การตรวจสอบการทำงานและความโปร่งใสของภาครัฐจะง่ายขึ้นแค่ไหนกัน

ไม่เพียงแค่นั้น ระบบดิจิทัลยังทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้ด้วย ในปัจจุบันรัฐบาลหลายแห่งทั่วโลกนำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความเห็นและกำหนดนโยบาย ยกตัวอย่างเช่นเมืองมาดริด ประเทศสเปน ที่มีแพลตฟอร์มชื่อว่า Decide Madrid ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2015 ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือแม้แต่งบประมาณภาครัฐ แพลตฟอร์มนี้เป็นพื้นที่ให้ชาวมาดริดเข้ามาเสนอการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐในโปรเจกต์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100 ล้านยูโร ว่าควรใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังเป็นพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายและการดำเนินการต่างๆของภาครัฐ และภาครััฐก็เข้ามารับฟังโดยตรง 

การเปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) มีประโยชน์เหลือคณานับก็เพราะเช่นนี้ การทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สามารถออกความคิดเห็นและมีส่วนร่วมกับกระบวนการทำงานของภาครัฐได้โดยตรง จะทำให้ภาครัฐสามารถรับฟังความเห็นของประชาชน และนำมาปรับใช้ในการออกนโยบายให้ตรงกับความต้องการของผู้คนได้ง่ายขึ้น และความโปร่งใสและสะดวกเช่นนี้ ก็ยังช่วยสร้างความใกล้ชิดและความเชื่อใจระหว่างภาครัฐกับประชาชนได้ด้วย

ลองคิดดูสิว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

  • ถ้าเงินช่วยเหลือจากรัฐเข้าบัญชีเราทันทีโดยไม่ต้องตื่นเช้ามาแย่งกันลงทะเบียน
  • ถ้ามีแชทบ็อทคอยตอบคำถามคนตกงานว่าต้องทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตตัวเอง
  • ถ้ามีการแจ้งเตือนให้ฉีดวัคซีนในหน่วยที่ใกล้ที่สุดแบบไม่ต้องไปยืนรอกันครึ่งวัน
  • ถ้าขอข้อมูลจากหน่วยงานราชการได้โดยแค่ยืนยันตัวตนในสมาร์ทโฟน
  • ถ้าความเจ็บปวดทุกครั้งมีข้อมูลส่งมาว่าอะไรคือผลประโยชน์สูงสุดที่เราควรได้รับ
  • ถ้าเราสามารถรักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้เพราะข้อมูลได้แชร์ไว้ร่วมกันแล้ว
  • ถ้าประชาชนสามารถมีหน้าที่โหวตกฎหมายทุกฉบับโดยไม่ต้องผ่านระบบตัวแทน
  • ถ้าอินเตอร์เน็ตครอบคลุมทั้งประเทศทำให้เด็กๆ เรียนออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินหาสัญญาณ

ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ทำได้

การเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัลในเชิงโครงสร้างคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่ถ้าใครอยากลองมีส่วนร่วมในการออกแบบหรือปรับเปลี่ยนนโยบายตอนนี้เลย เร็วๆนี้  Thailand Policy Lab กำลังจะมีแพลตฟอร์มนวัตกรรมนโยบาย (Virtual Policy Platform) ให้ประชาชนทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายในฐานะพลเมืองของประเทศคนหนึ่ง ไม่แน่ว่าความคิดของคุณอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคตก็ได้

0