0

หากค้นกูเกิลเพียงแค่ครู่เดียว เราจะพบข่าวเกี่ยวกับเยาวชน LGBTQ+ มากมาย และน่าเศร้าที่สิ่งที่ค้นพบมักไม่ใช่เรื่องดี 

ในชั่วระยะเวลาไม่นานมานี้ โรงเรียนได้แสดงความเกลียดชังต่อกลุ่ม LGBTQ+ อย่างไม่ปิดบัง ลองดูข่าวต่อไปนี้   5 ปีที่แล้ว โรงเรียนชายล้วนในภาคอีสานสั่งให้ครูไล่ล่าชื่อนักเรียนที่มี “พฤติกรรมเบี่ยงเบน” เพื่อจะได้ส่งเข้า “อบรมพัฒนาบุคลิกภาพของนักเรียนให้ถูกต้องตามระเบียบ” และทางโรงเรียนจะได้ตามควบคุมการแสดงออกทางร่างกายของนักเรียนรายคน   อีกหนึ่งปีถัดมา ผู้ปกครองได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสัมมนาว่าด้วยการเลี้ยงลูกไม่ให้ “เบี่ยงเบนทางเพศ”  ส่วนโรงเรียนอีกแห่งก็ประกาศชัดเจนว่า “ไม่รับบุคคลที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศ”  เข้าสอน และในปีเดียวกันนั้น ทางฝั่งประชาสังคมพบว่าแบบเรียนสุขศึกษาระดับประเทศใช้คำว่า “ความเบี่ยงเบนทางเพศ” และมีเนื้อหาที่ส่งเสริมความเกลียดชังและความรุนแรงต่อนักเรียนข้ามเพศ ต่อมาโรงเรียนแห่งหนึ่งระบุว่า “การเบี่ยงเบนทางเพศ” เป็นความผิดร้ายแรงชนิดที่โดนภาคทัณฑ์ได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของความเป็นจริง ซึ่งบังเอิญเล็ดรอดมาหน้าข่าวได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มันช่วยสะท้อนว่า กฎโรงเรียน องค์ความรู้ และกิจกรรมในโรงเรียนไม่ใช่แค่ระเบียบที่เข้มงวด แต่อาจกีดกันเยาวชน LGBTQ+ ผ่านนโยบายต่างๆ

ที่ผ่านมาหน่วยงานสถานศึกษาได้ออกมาตรการบางอย่าง เช่น จัดให้เพศวิถีศึกษาเป็นวิชาเพิ่มเติม และให้คำมั่นสัญญาว่าจะพัฒนาหลักสูตรสุขศึกษาให้ดีกว่าเดิม แต่สิ่งที่ต้องทำไปด้วยกันคือแก้ออกแบบนโยบายที่เข้าใจอคติที่ฝังรากลึกในสังคม 

บรรทัดฐานทางเพศแอบแฝงอยู่ในนโยบายการศึกษา

ที่สหรัฐอเมริกา นักวิชาการสาขาต่างๆ เช่น การศึกษา กฎหมาย และสังคมวิทยา ได้ทำวิจัยศึกษานโยบายในพื้นที่ใกล้ชิดเยาวชน LGBTQ+   พวกเขาพบว่า กรอบแนวคิดสำหรับนโยบายและแนวทางปฏิบัติมักมีที่มาจากบรรทัดฐานของคนรักต่างเพศ-คนเกิดมาตรงเพศ (heteronormativity และ cisnormativity) ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้คนรักต่างเพศและคนเกิดมาตรงเพศเป็นมาตรฐานสำหรับสิ่งที่ทุกคนควรจะเป็น มากำหนดว่าอะไรปกติหรือเหมาะสม   

ในพื้นที่สถานศึกษา National Center for Transgender equality, Movement Advancement Project (MAP) และ GLEN ระบุว่า ร้อยละ 85 ของนักเรียนข้ามเพศที่สหรัฐถูกคุกคามหรือทำร้ายที่โรงเรียน และร้อยละ 80 ตั้งใจไม่เข้าห้องน้ำเพราะรู้สึกไม่สบายใจและห่วงความปลอดภัยของตนเอง และผลการวิจัยก็ยังพบว่า โรงเรียนยังบังคับให้นักเรียนข้ามเพศเข้าห้องน้ำสำหรับเพศที่ไม่ตรงกับตัวเอง   

นอกจากนี้เอง งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบว่า เมื่ออยู่ในห้องเรียน ครูผู้สอนเลือกที่จะละเลยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศ เพราะมองว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ   นอกจากนี้ครูก็ไม่ยอมเรียกนักเรียนข้ามเพศด้วยคำสรรพนามและชื่อที่ถูกต้อง (สรรพนามและชื่อที่คนข้ามเพศเลือกเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับชื่อหรือคำนำหน้าชื่อในบัตรประชาชน)   แม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ก็ไม่มีนโยบายหรือบุคลากรที่ช่วยชี้ชัดว่า การปฏิบัติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ด้านโรงเรียนเองก็พูดถึงกลุ่ม LGBTQ+ เฉพาะเวลาสอนเรื่องเชื้อ HIV และโรคเอดส์ ไม่ให้ความรู้ด้านสุขภาวะทางกายและใจที่จำเป็นกับนักเรียน LGBTQ+ หรือความรู้ด้านประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่ม LGBTQ+  

เพราะเหตุนี้เอง เยาวชน LGBTQ+ จึงกลายเป็นคนนอกในโรงเรียน ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ของพวกเขา ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ นักเรียนข้ามเพศรู้สึกหลงทาง เนื่องจากไม่มีใครช่วยให้เขาเข้าใจประสบการณ์การใช้ชีวิตในฐานะคนข้ามเพศ กว่าจะเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนข้ามเพศก็ใช้เวลานานมาก เพราะพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่คอยกล่อมว่าคนข้ามเพศไม่มีอยู่จริง การบอกว่าตนเป็นคนข้ามเพศจึงมาพร้อมกับความเสี่ยง ความกลัว และความรู้สึกละอายใจ 

เมื่อระบบสวัสดิการเด็กไม่ครอบคลุมสวัสดิภาพของเยาวชน LGBTQ+

ในฝั่งระบบสวัสดิการเด็กเอง บรรทัดฐานของคนรักต่างเพศ-คนเกิดมาตรงเพศก็กลายเป็นแนวปฏิบัติงานและนโยบายเช่นกัน สถานรองรับเยาวชนที่ไร้ผู้ปกครองดูแลมักขาดความละเอียดอ่อนและความเข้าใจด้านเพศภาวะ-เพศวิถี โดยเฉพาะความต้องการเฉพาะด้าน เช่น แนวปฏิบัติที่ช่วยโอบรับและยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของเยาวชน หรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพศให้ตรงกับอัตลักษณ์ และการดูแลสุขภาวะของเยาวชนข้ามเพศ 

สภาพแวดล้อมที่ไม่รองรับชีวิตเยาวชน LGBTQ+ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจที่สำคัญต่อเยาวชน  หากเจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ เยาวชน LGBTQ+ อาจถูกส่งไปที่ที่ไม่ตรงกับความต้องการของตน เช่น ถูกส่งไปสถานรองรับเยาวชนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม หรือถูกส่งไปอยู่ครอบครัวอุปการะที่ไม่เหมาะสม ไม่สามารถสนับสนุนพวกเขาได้ และหากเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมการอยู่เป็นครอบครัว เยาวชนอาจถูกส่งกลับไปอยู่กับครอบครัวที่เกลียดชังกลุ่ม LGBTQ+ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาหนีออกจากบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดแต่แรก   

อคติทางเพศและความไม่เข้าใจยังส่งผลต่อวิธีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติกับเยาวชน LGBTQ+ ที่มาใช้บริการ มีรายงานว่า เมื่อเยาวชน LGBTQ+ ไปที่สถานรองรับ เจ้าหน้าที่กล่าวหาพวกเขาว่า “ทำตัวเอง” ให้โดนไล่ออกจากบ้าน เพราะแสดงตัวตนทางเพศจนอาจทำให้ครอบครัวไม่พอใจ และยังปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยอคติและความรุนแรง เช่น ลงโทษเยาวชน LGBTQ+ ที่มีความสัมพันธ์โรแมนติก ในขณะที่เยาวชนที่เกิดมาตรงเพศและรักต่างเพศได้รับการสนับสนุนให้มีความรัก บรรยากาศเช่นนี้ทำให้เยาวชน LGBTQ+ จำต้องซ่อนอัตลักษณ์ของตน

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือ ข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชน LGBTQ+ ที่มีน้อยหรือแทบไม่ปรากฏเลย แม้เยาวชน LGBTQ+ จำนวนมากจะเข้าเรียนหรือเข้าใช้บริการจากระบบสวัสดิการเด็กก็ตาม แต่การเก็บข้อมูลแบบจำแนกเพศ (gender-disaggregated data) ยังไม่แพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าระบบบริการสวัสดิการทำให้เยาวชนรู้สึกไม่สบายใจที่จะเปิดเผยตัวตนทางเพศ และฝั่งของผู้เก็บข้อมูลประชากรเองก็ขาดความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบสอบถามที่เหมาะสมและทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามสบายใจ 

เพื่อให้ฝั่งนักนโยบายสาธารณะสร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชน LGBTQ+ โดยไม่สร้างอันตรายและความไม่สบายใจให้กับเยาวชนขณะเก็บข้อมูล นักนโยบายสาธารณะจาก William Institute แนะนำให้ผู้เก็บข้อมูลทำงานคู่กับภาคส่วนอื่นๆ โดยแบบสอบถามที่พวกเขาใช้นั้นผ่านการปรึกษาจากนักวิจัยฝั่งสังคมศาสตร์ ผู้ทำงานกับเด็กในภาคส่วนประชาสังคม กรมกิจการเยาวชน ระบบสวัสดิการเด็ก และศาลเยาวชน นอกจากนี้เอง นักนโยบายสาธารณะยังสามารถประสานงานไปทางฝั่งบริการทางสังคม เพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีกรอกข้อมูลด้านเพศวิถีและเยาวชนข้ามเพศลงฐานข้อมูลรัฐ โดยกระบวนการนี้ต้องรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับเยาวชน และไม่ทำเหมือนข้อมูลเป็นสิ่งที่ตายตัว เนื่องจากอัตลักษณ์ทางเพศเป็นสิ่งที่ลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา   

ตัวอย่างที่ยกมาอาจไม่ใช่การต่อต้านความเป็นมนุษย์ของ LGBTQ+ ในลักษณะที่รุนแรงหรือเปิดเผย (อย่างในข่าวที่เราเห็นในตอนต้นของบทความ) แต่มันสร้างความเงียบในนโยบาย – ความเงียบที่กีดกันเยาวชน LGBTQ+ ออกจากประวัติศาสตร์ของตัวเอง ความเงียบที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะ ล่าช้าในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ LGBTQ+ ที่เป็นเด็ก และไม่ทำอะไรเมื่อพวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งหมดเกิดขึ้นในนามของ “ความปกติ” ที่แสนจะเรียบง่าย ไม่ใช่ในนามของความประสงค์ร้ายที่จับต้องได้ และอวดอ้างตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้เอง เราจำเป็นต้องกลับมาทบทวนนโยบายที่บังคับใช้อยู่อย่างละเอียด เพราะนโยบายเหล่านั้นอาจกีดกันเยาวชน LGBTQ+ โดยที่เราไม่รู้ตัว

เพื่อมองหาความไม่ปกติในความปกติ นักนโยบายสาธารณะจำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ที่เข้าใจการทำงานของบรรทัดฐานสังคมอย่างลึกซึ้ง เช่น ตัวเยาวชนเอง โดยพวกเขามักให้แง่มุมสำคัญ ไม่ว่าจะผ่านการสัมภาษณ์หรือเรียงความบอกเล่าเรื่องราวตัวเอง ผู้ทำงานใกล้ชิดกับผู้คนและเชี่ยวชาญในด้านวิเคราะห์วัฒนธรรมเองก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สำคัญ  และไม่ได้มีแต่นักวิชาการอย่างนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาเท่านั้นที่สามารถให้ข้อสังเกตในลักษณะนี้ได้   มนุษย์อื่นๆ เช่นนักเขียนและผู้ผลิตงานสร้างสรรค์จากกลุ่ม  LGBTQ+ เองถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับประสบการณ์ปะทะคะคาน ต่อรองกับค่านิยมและกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคม นี่คือการนำชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกมามาตกผลึกเป็นความรู้และต่อยอดไปเป็นนโยบายได้เช่นกัน