0

“พักไม่ได้ ถ้าพักก็อด ไหนน้ำกินเอย น้ำอาบเอย ค่าไฟ ค่าน้ำเอย ทำไป แก่แล้วยังไม่หยุด…เพราะมันหยุดไม่ได้” หางเสียงยกสูงขึ้นสวนทางกับหลังงองุ้มของร่างเหนื่อยล้าที่หุ้มไปด้วยหนังเหี่ยวย่นเกรียมแดดทั้งใบหน้าจรดจนทุกนิ้วเท้า 

เธอคือหญิงชราผู้เข็นทั้งชีวิตของเธอเองและรถเข็นขายส้มตำ เดินย่ำฝ่าแดดไปบนถนนลาดยางกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคอีสานกว่า 5 กิโลเมตร

ไม่มีคำว่าเกษียณ ไม่มีคำว่าพักผ่อน

มีแต่เหลนตัวเล็กนั่งอยู่บนรถเข็นปะปนไปกับสินค้าของยายทวด เป็นสองวัยที่ต้องการที่พึ่งพิงจากคนมีกำลังวังชา แต่กลับต้องมาพึ่งพิงกันเอง เนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ลูกสาวคนเดียวจึงต้องไปทำงานแรงงานที่กรุงเทพฯ

ประเทศไทยพาตัวเองเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ไปหมาดๆ ในปี 2564 ซึ่งแปลเป็นไทยว่าเราเข้าสู่ยุคของ “วัยพึ่งพิง” อย่างเป็นทางการ คนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีมากกว่า 20% โดย 80% ของคนที่อายุมากกว่า 60 มีรายได้ปานกลางถึงล่าง หรือนับว่าเป็นกลุ่มยากจน

นอกจากนี้ภายในปี 2574 ไทยเราจะผันตัวเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด แต่ไทยต่างจากประเทศสังคมสูงวัยอื่นๆ ตรงที่ เรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนา

ประเทศพัฒนาแล้วเขาแก่ไปด้วยกันอย่างไร?

“We treat them with dignity, not just as second-class citizens” (เราปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยเกียรติ ไม่ใช่ปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง) คำตอบลอยมาจากหน้าห้องเรียนหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุในออสเตรเลีย 

รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนให้พลเมืองเรียนเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยผู้มาเข้าเรียนมีหลากหลายวัย และหลากหลายสัญชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาหางานทำที่ออสเตรเลีย นี่คือนโยบายพื้นฐานของออสเตรเลียในการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย เนื่องจากออสเตรเลียได้คาดการณ์ไปยังอนาคตแล้วว่า ในปี 2050 ออสเตรเลียจะต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุมากกว่าหนึ่งล้านคน

“We are dealing with actual people. We try to do ‘with’, not ‘for’.” (เรากำลังดูแลสังคมร่วมกับผู้สูงอายุ ไม่ใช่ดูแลสังคมเพื่อผู้สูงอายุ) นี่คืออีกประโยคที่ครูหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุในออสเตรเลียพูดหน้าชั้นเรียน เพื่อเปลี่ยนทัศนคติว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญู หรือความสงสาร แต่คือความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านนโยบายดูแลผู้สูงอายุของออสเตรเลีย เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ให้บริการ ทั้งองค์กรของรัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร จนถึงเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและธุรกิจการให้บริการผู้สูงอายุ และลดการกระจุกตัวของอำนาจรัฐ และการผูกขาดการให้บริการ

ผู้ให้บริการที่หลากหลายจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีตัวเลือกของสถานบริการและรูปแบบการให้บริการ ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสุขภาพและเศรษฐกิจของตนเอง รวมถึงมีสิทธิ์ร้องเรียนหากได้รับการบริการที่ไม่ดีหรือไม่เป็นธรรม โดยรัฐบาลออสเตรเลียมีหน้าที่เข้ามาสนับสนุนด้านงบประมาณ

ประเทศไทยไม่ได้ ขาด ‘นโยบาย’ ผู้สูงวัย แต่ขาดการนำนโยบายไป ‘ปฏิบัติ’

ประเทศไทยเตรียมนโยบายเพื่อผู้สูงอายุไว้ล่วงหน้ามากว่า 40 ปีแล้ว นับจากการเข้าร่วมประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุที่กรุงเวียนนาในปี 2525 เรียกได้ว่านโยบายใดๆ ที่ประเทศพัฒนาแล้วมี ประเทศไทยเองมีแล้วเช่นกัน แต่ความท้าทายของประเทศไทยคือการนำนโยบายเหล่านี้มาปฏิบัติ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณในการรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างเพียงพอ ขณะนี้ในงบประมาณแผ่นดินกว่า 3 ล้านล้านบาท ประเทศไทยใช้งบประมาณไปกับเบี้ยยังชีพราว 68,418 ล้านบาท 

หากดูเทรนด์แนวโน้มการเกิดที่น้อยลงเรื่อยๆ กรณีศึกษาของออสเตรเลียอาจเป็นประโยชน์กับประเทศไทยว่า เราควรคิดถึงการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ทักษะการดูแลผู้สูงวัย การนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับการให้บริการสาธารณะ หรือจนถึงการเปลี่ยนรูปแบบการเกษียณจากการอยู่บ้านเฉยๆ แต่เพิ่มกิจกรรมและทักษะที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย ที่อาจยังมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจ และยังเอื้อต่อสุขภาพจิตและกายที่ดีของคนกลุ่มนี้